animation

April Bride

posted on 04 Aug 2009 19:44 by byrdblog  in animation

หลังจากทริปกลับจาำก ชะอำ ที่ มาววว เต็มที่ไป 2 คืนแล้ว

ก็ยังคงเหลือวันพักผ่อนอีก 1 วัน (โอ้วว สุดยอด)

ตามธรรมเนียม จึงต้องสละวันนี้ให้กับ Apex เช่นเดิม เหอๆ

ประจวบเหมาะกะหนังเรื่องอื่นๆก่อนหน้า ก็จัดการฟาดเรียบไปหมดแระ เหลือก็เรื่องนี้แหละ

เอ้า ! ดูก็ดู ถึงจะไม่ค่อยอยากซึ้งอะไรนัก แต่ก็ชอบดูหนังนิ ดูไปเห้อออออ

 

ก่อนเข้าโรงหนัง จึงต้องไปช้อปปิ้ง หาซื้ออะไรเข้าไปกินนิดหน่อยก่อน

เพราะยังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลย อาจท้องกิ่วได้ พาลจะดูหนังไม่สนุก

และในที่สุด ก็ได้น้ำสัมมาหนึ่งขวด (ใหญ่มากกก) กะขนมเปี้ยะ 3 ชิ้น

อร่อยทั้งคู่ สามารถหาซื้อได้ที่กูเม่ พารากอนคับ

 

จากนั้นก็รีบตรงดิ่งไปซื้อตั๋วทันที ข้อดีของหนังเครือนี้คือ 

เป็นหนังที่ค่อนข้างดี ดูแล้วมักไม่เสียดายตัง

ทุกเรื่อง ร้อยเดียว ถูกสุดๆ

สามารถนำขนมจากข้างนอกเข้าไปทานได้ เยี่ยม

ส่วนใหญ่จะซื้อตั๋วได้ที่หน้าโรง ก่อนเข้าโรง เพราะยังไงก็ว่าง

(นอกจากหนังบางเรื่อง ที่เคยเกิดเหตุการณ์ มีเก้าอี้เสริมกันมาแล้ว อย่างอึ้ง เหอๆ)

และสุดท้าย พนักงานบริการดี คุณลุง คุณป้า ใจดี ที่โดนสุดๆคือ สูทสีเหลืองคับ ^ ^

 

April Bride

ผมชอบนะ หนังไม่รีบ ไม่เร่ง เรื่อยๆ เอื่อยๆ หนังเหมือนพยายามให้ซึ้ง แต่จะว่าไปก็ไม่ค่อย

เพราะมันสร้างมาจากชีวิตจิง หนังเล่าเรื่องราวของเด็กสาววัย 23 ที่สดใส น่ารัก

ตามประสาวัยรุ่น เธอย่อมมีคนรัก ที่ซึ่งก็รักเธอมาก มากเหลือเกิน

เธอเป็นมะเร็งเต้านม 2 ครั้ง ครั้งแรกเหมือนจะรักษาหายไป แต่มันก็กลับมาทำร้ายเธออีกครั้ง

การผ่าตัดในครั้งแรกทำให้เธอสูญเสีย หน้าอกไป แต่เธอก็ได้คนที่รักเธอมาก มาแทน

และในการป่วยครั้งที่ 2 ก็ได้เอาชีวิตเธอไป

 

หนังพยายามเล่าถึงความสัมพันของพระเอก นางเอก ที่ลำบาก ให้คนดูซาบซึ้ง

แต่ฉากที่ผมซึ้งคือ ฉากที่ทั้งคู่แต่งงานกัน โอ้ พระเจ้า จะมีชายใดแต่งงานกะหญิงคนรัก

ที่จะมีชีวิตอีกแค่ ไม่ถึงสัปดาห์ เล่นเอาเสียง ซิกๆ ทั้งโรง (ถึงแม้คนจะน้อย แต่ก็ได้ยิน เหอๆ)

 

อ้าาาา ดูหนังจบแล้ว นึกถึงแฟนเก่าจัง

ก็เหมือนเคยคุ้นๆว่าได้วาดภาพ ความรักของเราไว้ทำนองนี้เหมือนกันเนอะ 55

มีความสุขดีเหมือนกัน ได้นึกถึงอะไรแบบนี้

แต่ผมแนะนำว่า ถ้าจะไปดู ควรไปดูกะคนรักน่าจะดีครับ น่าจะรักกันยิ่งขึ้นดี

ส่วนคุณผู้หญิงทั้งหลาย ผมว่าติดทิชชูไปซับน้ำตาด้วยก็ดี

มันคงไม่ร้องโฮกฮากออกมาหรอกฮะ แต่ก็น่าจะซึมๆได้อยู่

เพราะสังเกตจากชายร่างเบิ้มที่มากะแฟน ร้องเสียงแหลมออกมาเลย เหอๆ

 

ยังไงก็ขอให้สนุกกับการดูหนังน่าค้าบบบ

ปล. โชคดีที่ติดน้ำส้มเข้าโรงไปด้วย เลยซัดหมดขวดเลย

เพราะมีเสียงคนไอ แค่กๆ ลอยมาด้วย  - -"

จึงเร่งเพิ่มวิตามินซีให้ร่างกายอย่างไว รักษาสุขภาพด้วยนะค้าบ โชคดีคับ   

 

Byosoku 5 Centimeters

posted on 15 Jul 2009 02:35 by byrdblog  in animation

เป็นการ์ตูนที่ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะสนุก และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะมันเศร้ามาก จับใจ

เป็นการ์ตูนที่ภาพสวยประทับใจ ทุกรายละเอียดมีจังหวะที่งดงาม

เป็นการร์ตูนที่มี แค่ 3 ตอน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันต้องเชื่อมโยงกัน เพราะมันคือเรื่องเดียวกัน

แต่ที่ผู้สร้างแบ่งเป็น 3 ตอนนั้น ทำให้คนดูอย่างผม "ใจ จะ ขาด" เอาง่ายๆ

เป็นการ์ตูนที่หลายฉากไม่มีบทพูด เงียบนาน แต่สื่อความหมายโคตๆ

เป็นการ์ตูนที่ดูจบแล้ว จะตึงๆ มึนๆ ลอยๆ เพราะทุกรายละเอียด มันมารุมประกอบเป็นผลสุดท้ายของเรื่อง

เป็นการ์ตูนที่ทำให้รู้ว่า ดอกซากุระ ร่วงวินาทีละ 5 เซนติเมตร ในขณะที่ ยานอวกาศ พุ่งขึ้นฟ้าที่ 5 เมตรต่อวินาที 

และมันก็เป็นการ์ตูนเรื่องนึง ที่ผมชอบมาก

 

 

 

เนื้อเรื่องไม่ได้ต้องการบอกอะไรมาก นอกจาก 3 คำ คือ

ผู้หญิง ผู้ชาย และการรอคอย

หลายคนคงคิดว่า โคตง่ายเรอะ แค่นี้เอง วู้ ไม่เห็นจะมีอะไร (คิดเหมือนผมเด๊ะ)

 

เด็กผู้ชายคนหนึ่ง กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นเพือนกันในวัยเด็ก และต้องแยกจากกันตามสูตร

แต่พวกเขาก็ยังคงติดต่อกันทางจดหมายจนถึงวัยมัธยม

วันหนึ่งเด็กชายจึงออกเดินทางไปหาเด็กหญิง ที่อยู่ไกลมาก การเดินทางด้วยรถไฟหลายต่อ หลายสถานี

ยังยาวนานไม่พอ เมื่อในวันนั้นหิมะตกอย่างเอาตาย การเดินทางจึงยิ่งยาวนานห่างไกลเข้าไปอีก

*มันคงไม่น่าสนใจอะไร ถ้าระหว่างเดินทางนั้นรถไฟเกิดตกราง ด้วยความตกใจอย่างสุดขีด

จึงทำให้เด็กชายแสดงพลังที่แอบแฝงอยู่ในตัวของเขาออกมา เขาได้เปลี่ยนร่างเป็นอุตราแมน ซากุระ

และรอดชีวิตมาได้จากเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

*การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้มีเนื่้อเรื่องสนุกขนาดนั้น เด็กชายก็แค่อดทน และเดินทางต่อไปจนถึงที่หมายอย่างปลอดภัย และพบเด็กหญิง ยังคงรอคอยอยู่อย่างเหน็บหนาว ทำให้ทั้ง 2 ได้เิกิดความรักในวัยเยาว์ ด้วยพลังของความรักในวัยรุ่น และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความเหงาที่แท้จริง

อย่างไรก็ดี ในเนื่อเรื่องส่วนที่เหลืออีก 2 ตอน ก็ไม่ได้มีอะไรปาติหารย์ หรือพิสดาร เนื่อเรื่องยังคง นิ่ง เงียบ ตลอดเรื่องจนจบ แต่มันเล่นกันอารมณ์ของผมได้สุดๆ การอดทนรอบทพูด การเคลื่อนไหวของตัวละคร ทำให้การรอคอยมันยิ่งลงลึก และสุดท้ายมันก็จบแบบ โดนอย่างจัง อาจเป็นเพราะในตอนท้าย เพลงประกอบการ์ตูนนั้น (เพลง One more time, One more chance ศิลปิน Masayoshi Yamazaki) มีความหมายที่เสียดแทงเหลือเกิน การตัดต่อภาพประกอบก็ลงทั้งภาพ และเสียง ทำให้สื่ออารมณ์ได้พร้อมๆกัน โอ้ย ผมตายไปเลยยย

ถ้าคุณอย่างเปิดโลกให้กว้างขึ้น การ์ตูนเรื่องนี้ทำได้ครับ

ขอให้สนุกกับการชมการ์ตูนนะค้าบบ